งานจ้างผลิตเครื่องสำอางในไทยจำนวนมากเริ่มต้นด้วยการคุยกันในไลน์แล้วโอนมัดจำ ไม่มีเอกสารอะไรเลย ซึ่งเวลาทุกอย่างราบรื่นก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อของไม่ตรงตัวอย่าง เลื่อนส่ง หรืออยากย้ายโรงงาน จะกลายเป็นการเถียงกันโดยที่ไม่มีอะไรอ้างอิง สัญญาจ้างผลิตเครื่องสำอาง ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารยาวที่ต้องจ้างทนายร่าง แต่ควรมีข้อความที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้รวมสิบเรื่องที่ควรเขียนไว้ และอธิบายว่าแต่ละข้อป้องกันอะไร
ทำไมแค่คุยกันในไลน์ถึงไม่พอ
ข้อความในไลน์เป็นหลักฐานได้ก็จริง แต่ปัญหาคือมันกระจัดกระจายอยู่ในบทสนทนาหลายร้อยข้อความ ปะปนกับเรื่องอื่น และมักไม่ครบทุกประเด็น
สิ่งที่มักไม่เคยถูกพูดถึงเลยคือเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายคิดว่าอีกฝ่ายเข้าใจอยู่แล้ว เช่น สูตรเป็นของใคร ของเสียกี่เปอร์เซ็นต์ถือว่ายอมรับได้ และถ้าเลิกทำด้วยกันจะเอาอะไรไปได้บ้าง เรื่องพวกนี้ไม่มีใครถามตอนที่ทุกอย่างยังดี แล้วมาเป็นปัญหาตอนที่สายไปแล้ว
เอกสารที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อฟ้องกัน แต่มีไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น โรงงานที่ทำงานตรงไปตรงมาจะยินดีเขียน เพราะมันปกป้องเขาเหมือนกัน ส่วนคนที่เลี่ยงไม่ยอมเขียนอะไรเลยคือสัญญาณที่ควรระวัง
สิบเรื่องที่ควรเขียนไว้
1. สูตรเป็นของใครหลังจบงาน
ข้อสำคัญที่สุดและคนถามน้อยที่สุด ถ้าคุณจ่ายค่าพัฒนาสูตร ควรระบุให้ชัดว่าสูตรนั้นเป็นของคุณหรือของโรงงาน โรงงานเอาไปให้ลูกค้ารายอื่นใช้ได้หรือไม่ ถ้าห้ามจะผูกพันนานกี่ปี และคำว่าห้ามครอบคลุมสูตรที่ใกล้เคียงด้วยหรือเฉพาะสูตรเดียวกันเป๊ะ ๆ อ่านรายละเอียดได้ที่ Private label White label OEM ODM ต่างกันอย่างไร
2. เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใคร
ผู้จดแจ้งคือผู้รับผิดชอบสินค้าต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย และเป็นตัวกำหนดว่าคุณย้ายโรงงานได้ง่ายแค่ไหนในอนาคต ควรระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้ยื่นและใครถือเลข อ่านขั้นตอนได้ที่ จดแจ้งเครื่องสำอาง อย. ต้องเตรียมอะไร
3. สเปกของสินค้าที่ตกลงกัน
ระบุให้ครบทั้งเนื้อสัมผัส สี กลิ่น ปริมาณบรรจุ ชนิดบรรจุภัณฑ์ และจำนวน พร้อมแนบตัวอย่างที่อนุมัติซึ่งปิดผนึกและเขียนวันที่กำกับ เก็บไว้ทั้งสองฝ่าย
4. เกณฑ์การรับของ
คำว่าตรงตัวอย่างตีความได้กว้างมาก ควรระบุว่าความต่างระดับไหนยอมรับได้ เช่น สีที่ต่างกันตามล็อตวัตถุดิบของสารสกัดธรรมชาติถือว่ารับได้ในระดับที่เห็นเมื่อวางเทียบแต่ไม่ต่างจนดูเป็นคนละสินค้า และควรกำหนดว่าจะแจ้งปัญหาได้ภายในกี่วันหลังรับของ อ่านเพิ่มที่ สั่งผลิตแล้วของไม่ตรงตัวอย่าง ป้องกันอย่างไร
5. ของเสียที่ยอมรับได้
ไม่มีการผลิตใดได้ของดีทุกชิ้น ควรตกลงว่าสัดส่วนของเสียเท่าไหร่ถือว่าปกติ และถ้าเกินกว่านั้นใครรับผิดชอบ รวมถึงระบุด้วยว่าจำนวนที่ส่งมอบจริงอาจต่างจากที่สั่งเล็กน้อยได้หรือไม่
6. กำหนดเวลาและสิ่งที่ทำให้ช้า
ระบุจำนวนวันพร้อมเงื่อนไขว่านับจากเมื่อไหร่ ปกติคือนับจากยืนยันสูตร บรรจุภัณฑ์ เอกสาร และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่นับจากวันที่คุยกันครั้งแรก ควรระบุด้วยว่าถ้าล่าช้าเกินกำหนดจะทำอย่างไร
7. เงื่อนไขการชำระเงิน
มัดจำเท่าไหร่ จ่ายส่วนที่เหลือเมื่อไหร่ และถ้ายกเลิกกลางทางจะคืนเงินอย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่โรงงานสั่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและมักเรียกคืนไม่ได้
8. การผลิตซ้ำล็อตถัดไป
ระบุว่าเอกสารสูตรและกระบวนการถูกบันทึกไว้อย่างไร เพื่อให้ล็อตหน้าได้ของเหมือนเดิม และตกลงเรื่องระยะเวลาที่โรงงานจะเก็บสูตรไว้ให้ รวมถึงเงื่อนไขราคาถ้าต้นทุนวัตถุดิบเปลี่ยน
9. การเก็บตัวอย่างและเอกสารกำกับล็อต
ระบุว่าโรงงานเก็บตัวอย่างทุกล็อตไว้นานเท่าไหร่ และคุณขอดูเอกสารกำกับการผลิตได้หรือไม่ ข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้ตามหาสาเหตุได้เมื่อลูกค้าปลายทางร้องเรียน อ่านเพิ่มที่ ครีมแยกชั้น เปลี่ยนสี มีกลิ่น เกิดจากอะไร
10. ทางออกเมื่อเลิกทำด้วยกัน
ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการวางแผนล่วงหน้า ควรระบุว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยากหยุด จะแจ้งล่วงหน้ากี่วัน สต๊อกวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่เหลือจะจัดการอย่างไร และคุณเอาอะไรไปได้บ้าง
สิ่งที่ไม่ควรตกลงด้วย
- การผูกมัดว่าต้องสั่งขั้นต่ำต่อปีโดยไม่มีทางออก เพราะยอดขายจริงอาจไม่เป็นไปตามที่คาด ควรมีเงื่อนไขที่ปรับได้
- การให้โรงงานถือเลขจดแจ้งโดยไม่มีข้อตกลงว่าโอนคืนได้ เพราะจะทำให้ย้ายโรงงานไม่ได้เลย
- การจ่ายเต็มจำนวนก่อนผลิต โดยไม่มีเงื่อนไขคืนเงินใด ๆ
- ข้อความที่บอกว่าโรงงานไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่เป็นธรรมและมักไม่มีผลบังคับจริงอยู่แล้ว
- การรับปากด้วยวาจาว่าจะดูแลให้ โดยไม่มีอะไรเขียนไว้
ทำแบบง่ายที่สุดได้อย่างไร
ถ้ายังไม่พร้อมทำเอกสารเป็นทางการ วิธีที่ง่ายที่สุดและดีกว่าไม่มีอะไรเลยคือ สรุปทั้งสิบข้อข้างต้นเป็นข้อความเดียวส่งในไลน์ แล้วขอให้อีกฝ่ายตอบยืนยันว่าตรงกัน
ข้อความนั้นควรมีวันที่ ชื่อสินค้า และเลขอ้างอิงของงาน เพื่อให้ค้นเจอได้ในภายหลัง จากนั้นบันทึกหน้าจอเก็บไว้ วิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีแต่ป้องกันปัญหาได้เกือบทั้งหมดที่กล่าวมา
เมื่อสั่งผลิตล็อตใหญ่ขึ้นหรือเริ่มมีการพัฒนาสูตรเฉพาะ ค่อยขยับไปทำเอกสารที่เป็นทางการมากขึ้น
สรุปและก้าวต่อไป
เอกสารที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อฟ้องร้องกัน แต่มีไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันตั้งแต่วันแรก สิบเรื่องที่ควรเขียนไว้สรุปได้เป็นสามกลุ่มคือ ใครเป็นเจ้าของอะไร อะไรถือว่างานผ่าน และถ้าไม่เป็นไปตามแผนจะทำอย่างไร ตอบสามกลุ่มนี้ได้ก็ครอบคลุมความเสี่ยงส่วนใหญ่แล้ว
VayoOEM คุยเรื่องความเป็นเจ้าของสูตรและเลขจดแจ้งให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องคลุมเครือ และเก็บตัวอย่างทุกล็อตพร้อมเอกสารกำกับเพื่อให้ตรวจย้อนได้ ดูวิธีทำงานได้ที่ รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง และดูระบบคุณภาพที่ มาตรฐานโรงงาน
อยากให้ช่วยดูว่าดีลที่คุณกำลังจะตกลงครอบคลุมครบไหม ส่งรายละเอียดมาคุยได้ที่ หน้าติดต่อ ปรึกษาฟรีไม่มีข้อผูกมัด
คำถามที่พบบ่อย
จำเป็นต้องทำสัญญาเป็นทางการไหม
ข้อไหนสำคัญที่สุดถ้าเขียนได้แค่ข้อเดียว
โรงงานไม่ยอมเซ็นอะไรเลย ควรทำอย่างไร
ควรจ่ายมัดจำเท่าไหร่
ควรตกลงเรื่องของเสียกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้าอยากย้ายโรงงานในอนาคต ต้องเตรียมอะไรตั้งแต่ตอนนี้
เขียนว่าโรงงานไม่รับผิดชอบใด ๆ ได้ไหม
ควรเก็บอะไรไว้เป็นหลักฐานบ้าง
แหล่งอ้างอิงและช่องทางตรวจสอบ
ข้อมูลด้านกฎหมายและมาตรฐานในบทความนี้อ้างอิงจากหน่วยงานต่อไปนี้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดฉบับล่าสุดจากต้นทางเสมอ



