คำถามที่เจ้าของแบรนด์ถามบ่อยที่สุดคือ “ผลิตที่ไทยแล้วส่งออกได้ไหม” คำตอบคือ ได้ และทำกันเป็นปกติ แต่สิ่งที่ทำให้โครงการส่งออกพังไม่ใช่เรื่องการผลิต มันคือการที่ไม่มีใครถามตั้งแต่ต้นว่าสินค้าจะไปขายประเทศไหน แล้วพอสูตรเสร็จ ฉลากพิมพ์แล้ว ถึงเพิ่งรู้ว่าส่วนผสมตัวหนึ่งใช้ในประเทศนั้นไม่ได้ บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ต้องตัดสินใจให้ตรงกับลำดับที่มันจริง ๆ ต้องตัดสิน

ข้อแรกที่ต้องตอบ ก่อนคุยเรื่องสูตรด้วยซ้ำ

ตลาดปลายทางเป็นตัวแปรที่ควบคุมทุกอย่างที่ตามมา ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยที่ค่อยไปคิดทีหลัง เพราะแต่ละประเทศมีรายการส่วนผสมที่อนุญาต ห้าม และจำกัดความเข้มข้นเป็นของตัวเอง สูตรที่ขายในไทยได้สบาย อาจใช้ไม่ได้เลยในอีกตลาดหนึ่ง

ลำดับที่ถูกต้องคือ เลือกตลาดก่อน แล้วค่อยพัฒนาสูตร ไม่ใช่พัฒนาสูตรให้ถูกใจตัวเองก่อนแล้วค่อยหาว่าจะขายที่ไหนได้ การกลับลำดับสองอย่างนี้คือสาเหตุที่แบรนด์จำนวนมากต้องทิ้งงบพัฒนาสูตรทั้งก้อนแล้วเริ่มใหม่

ถ้าตั้งใจขายหลายประเทศตั้งแต่แรก บอกให้ครบทุกประเทศตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่บอกทีละประเทศเมื่อจะขยาย เพราะการหาสูตรที่ผ่านเกณฑ์ของสามประเทศพร้อมกันทำได้ แต่การแก้สูตรที่ผ่านแล้วหนึ่งประเทศให้ผ่านอีกสองประเทศ มักแปลว่าต้องทดสอบใหม่ทั้งหมด

สี่เรื่องที่ตลาดปลายทางเป็นคนกำหนด

เรื่องทำไมต่างกันในแต่ละประเทศผลถ้าไม่เช็กก่อน
ส่วนผสมที่ใช้ได้แต่ละประเทศมีบัญชีสารที่ห้ามใช้และสารที่จำกัดความเข้มข้นของตัวเอง ไม่ได้ลอกกันทั้งหมดสูตรที่พัฒนาเสร็จแล้วใช้ไม่ได้ ต้องปรับสูตรและทดสอบความคงตัวใหม่
ข้อความบนฉลากภาษาที่ต้องแสดง หน่วยที่ใช้ ข้อมูลที่บังคับ และคำเคลมที่ห้าม ต่างกันทุกตลาดพิมพ์ฉลากไปแล้วใช้ไม่ได้ ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งล็อต ซึ่งงานพิมพ์มีขั้นต่ำของมันเอง
การจดทะเบียนสินค้าบางตลาดแค่แจ้ง บางตลาดต้องขึ้นทะเบียนเต็มรูปแบบและใช้เวลาเป็นเดือนสินค้าถึงท่าแล้วเข้าประเทศไม่ได้ ต้องเสียค่าเก็บของรอ
เอกสารที่ผู้นำเข้าขอขึ้นกับหน่วยงานกำกับของประเทศนั้นและเงื่อนไขของผู้นำเข้าเองของพร้อมส่งแต่เอกสารไม่พร้อม ทำให้กำหนดวางขายเลื่อน

รายละเอียดของเอกสารแต่ละตัวว่าใครออกและใช้ทำอะไร แยกเขียนไว้ที่บทความ เอกสารส่งออกเครื่องสำอาง

ลำดับการทำงานที่ใช้ได้จริง

  • 1. ระบุประเทศปลายทางให้ครบ — รวมถึงประเทศที่ยังไม่ขายตอนนี้แต่ตั้งใจจะขายในสองปีข้างหน้า
  • 2. หาผู้นำเข้าหรือตัวแทนในประเทศนั้น — ส่วนใหญ่การจดทะเบียนสินค้าต้องยื่นในนามนิติบุคคลที่อยู่ในประเทศนั้น ไม่ใช่ในนามโรงงานไทยหรือแบรนด์ไทย ข้อนี้คนมักรู้ช้าที่สุด
  • 3. เช็กส่วนผสมกับกฎของตลาดนั้น — ทำก่อนพัฒนาสูตร ไม่ใช่หลัง
  • 4. พัฒนาสูตรและทดสอบตัวอย่าง — เผื่อเวลาส่งตัวอย่างข้ามประเทศในทุกรอบ ไม่ใช่แค่รอบเดียว
  • 5. ออกแบบฉลากตามกฎปลายทาง — ให้ผู้นำเข้าตรวจก่อนพิมพ์เสมอ เพราะเขาเป็นคนรับผิดชอบตอนของเข้าประเทศ
  • 6. เตรียมเอกสารเป็นชุด — ขอรายการทั้งหมดจากผู้นำเข้าทีเดียว ดีกว่าทยอยขอทีละใบ
  • 7. ผลิตและจัดส่ง — ตกลงเงื่อนไขการส่งและผู้รับผิดชอบพิธีการปลายทางเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มผลิต

เรื่องขนส่งที่ควรรู้ก่อนคำนวณกำไร

ต้นทุนที่คนมักลืมไม่ใช่ค่าเรือหรือค่าเครื่องบิน แต่คือ น้ำหนักและปริมาตรของบรรจุภัณฑ์ ครีมกระปุกแก้วขนาดเดียวกับครีมหลอด อาจมีต้นทุนขนส่งต่างกันหลายเท่าเมื่อคูณเป็นพันชิ้น ถ้าตั้งใจส่งออกตั้งแต่แรก ให้เอาต้นทุนขนส่งเข้ามาอยู่ในสมการตอนเลือกบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่ตอนจะจอง

รูปแบบผลต่อค่าขนส่ง
ซองเบาและแบน ต้นทุนขนส่งต่อชิ้นต่ำที่สุด เหมาะกับการส่งตัวอย่างและทดลองตลาดใหม่ ดูที่หน้า รับผลิตครีมซอง
หลอดเบากว่ากระปุกมาก จัดเรียงในกล่องได้แน่น เสียพื้นที่ว่างน้อย
ขวดปั๊มปั๊มเป็นชิ้นส่วนที่กินพื้นที่ ต้องเผื่อการกันกระแทกมากกว่า
กระปุกแก้วหนักที่สุดและเสี่ยงแตกที่สุด ค่าขนส่งและค่าบรรจุภัณฑ์กันกระแทกสูงตามไปด้วย

อีกเรื่องที่ต้องตกลงให้ชัดคือ เงื่อนไขการส่งมอบ ว่าใครรับผิดชอบค่าอะไรถึงจุดไหน และ ใครเป็นผู้นำเข้าตามกฎหมาย ในประเทศปลายทาง สองข้อนี้กำหนดว่าใครต้องจ่ายภาษีนำเข้าและใครต้องรับผิดถ้าสินค้ามีปัญหา ควรอยู่ในเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มผลิต ไม่ใช่คุยกันปากเปล่า

สินค้าบางประเภทมีเงื่อนไขเพิ่ม

ไม่ใช่เครื่องสำอางทุกชนิดที่ส่งออกด้วยเงื่อนไขเดียวกัน สองกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผลิตภัณฑ์กันแดด

สารกันแดดที่อนุญาตให้ใช้ต่างกันชัดเจนระหว่างตลาด และค่าการปกป้องบนฉลากต้องมีผลทดสอบรองรับ ถ้าปรับสูตรผลทดสอบเดิมใช้อ้างไม่ได้อีก ต้องเผื่อทั้งงบและเวลาไว้ตั้งแต่วางแผน อ่านรายละเอียดที่ ค่า SPF บนฉลากกันแดด ต้องผ่านอะไรก่อน

สินค้าที่ต้องการเครื่องหมายฮาลาล

ถ้าตลาดปลายทางเป็นตลาดผู้บริโภคมุสลิม การรับรองฮาลาลอาจเป็นเงื่อนไขทางการค้ามากกว่าทางกฎหมาย และการรับรองมีขอบเขตชัดเจนว่าครอบคลุมผลิตภัณฑ์รายการใดบ้าง ต้องแจ้งตั้งแต่ขั้นวางแผน ไม่ใช่หลังผลิตเสร็จ อ่านที่ เครื่องสำอางฮาลาล ขอรับรองอย่างไร

ผลิตกับ VAYO OEM แล้วส่งออก

เราผลิตให้แบรนด์ต่างชาติและจัดการขนส่งออกจากไทยให้ พร้อมเตรียมเอกสารฝั่งผู้ผลิตที่ผู้นำเข้าและหน่วยงานกำกับปลายทางจะขอ ส่วนการยื่นจดทะเบียนสินค้าในประเทศปลายทางเป็นงานที่ต้องทำผ่านผู้นำเข้าหรือตัวแทนในประเทศนั้น ซึ่งเป็นฝั่งของคุณ เราแบ่งให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าอะไรเป็นของใคร จะได้ไม่มีใครคิดว่าอีกฝ่ายทำอยู่

บอกประเทศปลายทาง จำนวนที่คิดไว้ และบรรจุภัณฑ์ที่อยากได้มาทาง LINE เราประเมินค่าผลิตพร้อมค่าขนส่งให้เห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังผลิตเสร็จแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะส่งยังไง

คำถามที่พบบ่อย

ต้องจดแจ้ง อย. ไทยไหม ถ้าผลิตเพื่อส่งออกอย่างเดียว
การจดแจ้งกับ อย. เป็นเงื่อนไขสำหรับการวางขายในประเทศไทย ส่วนสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกโดยตรงมีแนวทางของตัวเอง และบางตลาดปลายทางกลับขอเอกสารที่อ้างอิงสถานะของสินค้าในประเทศผู้ผลิตด้วย จึงควรแจ้งเราตั้งแต่ต้นว่าจะขายในไทยด้วยหรือส่งออกอย่างเดียว เพราะสองกรณีนี้เตรียมเอกสารคนละชุด ตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับ อย. ได้โดยตรง
สั่งขั้นต่ำเท่าไหร่ถ้าจะส่งออก
ขั้นต่ำของการผลิตคิดจากขนาดถังผสมและขั้นต่ำของบรรจุภัณฑ์กับงานพิมพ์เหมือนงานในประเทศ แต่การส่งออกมีต้นทุนคงที่ต่อรอบขนส่งเพิ่มเข้ามา ล็อตเล็กเกินไปจะทำให้ค่าขนส่งต่อชิ้นสูงจนไม่คุ้ม แจ้งประเทศปลายทางกับจำนวนที่คิดไว้มา เราคำนวณให้เห็นทั้งสองส่วนพร้อมกัน
ใช้ฉลากภาษาไทยส่งออกได้เลยไหม
ส่วนใหญ่ไม่ได้ ประเทศปลายทางมักกำหนดภาษาที่ต้องแสดงบนฉลากและข้อมูลที่ต้องมีครบ บางตลาดยอมให้ติดสติกเกอร์ทับตอนนำเข้า บางตลาดต้องพิมพ์มาตั้งแต่ต้น ให้ผู้นำเข้าตรวจแบบฉลากก่อนสั่งพิมพ์เสมอ เพราะงานพิมพ์มีขั้นต่ำ พิมพ์ผิดแล้วแก้ทีหลังแพงกว่ามาก
ใช้เวลานานแค่ไหนตั้งแต่คุยจนของถึงปลายทาง
ตัวการผลิตสูตรมาตรฐานใช้เวลาประมาณ 7–14 วัน นับจากยืนยันสูตร บรรจุภัณฑ์ เอกสาร และชำระเงินตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว แต่นั่นเป็นขั้นตอนท้ายสุด สิ่งที่กินเวลาจริงคือรอบทดลองตัวอย่าง งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ การจดทะเบียนที่ปลายทาง และเวลาขนส่ง แจ้งวันที่ตั้งใจวางขายมาตั้งแต่แรก เราจะบอกตรง ๆ ว่าทันหรือไม่ทัน
โรงงานช่วยหาผู้นำเข้าในประเทศปลายทางให้ได้ไหม
การหาผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายเป็นงานฝั่งการตลาดของแบรนด์ ไม่ใช่งานของโรงงาน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมสินค้าและเอกสารฝั่งผู้ผลิตให้พร้อมสำหรับการยื่นของเขา ถ้าคุณยังไม่มีผู้นำเข้า แนะนำให้หาก่อนเริ่มพัฒนาสูตร เพราะเขาคือคนที่รู้จริงว่าตลาดนั้นต้องการอะไรและกฎเป็นอย่างไร
ส่งตัวอย่างไปให้ทดลองที่ต่างประเทศได้ไหม
ได้ และควรทำก่อนยืนยันสูตรทุกครั้ง อย่าอนุมัติสูตรจากคำบรรยาย เวลาวางแผนให้เผื่อเวลาขนส่งตัวอย่างในทุกรอบ ไม่ใช่รอบเดียว เพราะการปรับสูตรสองถึงสามรอบเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณว่ามีอะไรผิดพลาด

แหล่งอ้างอิงและช่องทางตรวจสอบ

ข้อมูลด้านกฎหมายและมาตรฐานในบทความนี้อ้างอิงจากหน่วยงานต่อไปนี้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดฉบับล่าสุดจากต้นทางเสมอ