มาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางแบ่งได้เป็นสามชั้นที่ต่างกันคนละแบบ ชั้นแรกคือสิ่งที่กฎหมายไทยบังคับ ได้แก่ การจดแจ้งเครื่องสำอางกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ชั้นที่สองคือมาตรฐานที่สมัครใจขอรับรองและมีใบรับรองจากหน่วยงานภายนอก เช่น GMP ตามแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP มาตรฐานสากล ISO 22716 และการรับรองฮาลาล ชั้นที่สามคือระบบควบคุมคุณภาพภายในโรงงานที่ไม่มีใบรับรองกลางออกให้ แต่เป็นสิ่งที่คุณตรวจด้วยตาตัวเองได้ บทความนี้จะอธิบายว่าแต่ละอย่างคืออะไร ใครเป็นผู้ออก และคุณจะตรวจสอบเองได้อย่างไรโดยไม่ต้องเชื่อคำโฆษณา

แยกสามชั้นให้ออกก่อน แล้วเรื่องจะง่ายขึ้นมาก

ความสับสนเรื่องมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางเกือบทั้งหมดเกิดจากการเอาของสามชั้นนี้มาปนกันจนแยกไม่ออก บางเว็บไซต์เขียนราวกับว่าเลขจดแจ้งกับใบรับรอง GMP เป็นเรื่องเดียวกัน บางที่พูดถึง ISO เหมือนเป็นตราประทับที่ครอบคลุมทุกอย่าง ทั้งที่ความจริงมันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

  • ชั้นที่ 1 ข้อบังคับตามกฎหมาย คือสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำแล้วผิดกฎหมาย ได้แก่ การจดแจ้งเครื่องสำอางก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย รวมถึงข้อกำหนดเรื่องฉลากและสารที่ห้ามใช้
  • ชั้นที่ 2 มาตรฐานสมัครใจที่มีใบรับรอง คือสิ่งที่โรงงานเลือกขอรับการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอก แล้วได้ใบรับรองที่มีเลขที่ ผู้ออก ขอบเขต และวันหมดอายุระบุชัด
  • ชั้นที่ 3 ระบบภายในที่ไม่มีใบรับรองกลาง คือวิธีทำงานจริงในโรงงาน เช่น การเก็บตัวอย่างประจำล็อต การบันทึกเลขล็อต การตรวจระหว่างผลิต ไม่มีใครออกใบรับรองให้ แต่เป็นชั้นที่กระทบคุณภาพของสินค้าคุณโดยตรงที่สุด

เวลาโรงงานบอกว่า "ได้มาตรฐาน" คำถามที่ควรถามกลับคือ มาตรฐานชั้นไหน ออกโดยใคร และครอบคลุมอะไรบ้าง คำตอบที่ชัดเจนจะแยกโรงงานที่เข้าใจเรื่องนี้จริง ออกจากโรงงานที่ใช้คำนี้เป็นแค่คำโฆษณา

ชั้นที่ 1 การจดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย. ไม่ใช่ทางเลือก

ในประเทศไทย เครื่องสำอางอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง ต้องจดแจ้งรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนดำเนินการ นี่คือข้อบังคับตามกฎหมาย ไม่ใช่ทางเลือกที่แบรนด์จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้

เมื่อจดแจ้งผ่าน ผู้จดแจ้งจะได้ใบรับจดแจ้งซึ่งมีเลขที่ใบรับจดแจ้ง 10 หลัก เลขนี้คือสิ่งที่ต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ และเป็นเลขที่ผู้บริโภคใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าสินค้าตัวนี้มีตัวตนในระบบจริงหรือไม่

สามเรื่องเกี่ยวกับการจดแจ้งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด

เรื่องแรก ใบรับจดแจ้งเป็นของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ของโรงงาน คุณจะไม่มีวันเจอ "เลขจดแจ้งของโรงงาน" เพราะระบบนี้ออกให้เป็นรายผลิตภัณฑ์ ครีมหนึ่งสูตรหนึ่งชื่อการค้าคือหนึ่งเลข ถ้าคุณมีสามสินค้าก็ต้องจดแจ้งสามครั้ง และถ้าเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนชื่อการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ก็ต้องดำเนินการใหม่ตามหลักเกณฑ์

เรื่องที่สอง ชื่อที่อยู่ในใบรับจดแจ้งคือผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย โรงงานหลายแห่งเสนอบริการช่วยจดแจ้งให้ ซึ่งสะดวกมากสำหรับแบรนด์มือใหม่ แต่คุณต้องคุยให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะจดแจ้งในชื่อใคร ถ้าจดในชื่อโรงงานแล้ววันหนึ่งคุณอยากย้ายไปผลิตที่อื่น คุณจะเอาเลขนั้นไปด้วยไม่ได้ ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ในทางกลับกันการจดแจ้งในชื่อนิติบุคคลของแบรนด์เองมาพร้อมความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ต้องเข้าใจ ทั้งสองทางมีข้อดีข้อเสีย ขอแค่ตัดสินใจโดยรู้ผลที่ตามมา รายละเอียดเรื่องนี้เราเขียนแยกไว้ที่ การจดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย.

เรื่องที่สาม มีเลขจดแจ้งไม่ได้แปลว่าโรงงานได้มาตรฐานการผลิต การจดแจ้งเป็นการแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบ ไม่ใช่การรับรองว่าโรงงานผ่านการตรวจประเมินสถานที่ผลิตในระดับเดียวกับการรับรอง GMP หรือ ISO ดังนั้นถ้าโรงงานตอบคุณว่า "เรามีเลข อย. แล้ว จึงได้มาตรฐาน" นั่นคือการตอบไม่ตรงคำถาม

ห้องผลิตที่จัดพื้นที่เป็นสัดส่วน สะท้อนมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางด้านสถานที่ผลิต
ข้อกำหนดด้านสถานที่ผลิตคือหัวใจของ GMP ทั้งการแยกโซน การควบคุมการเข้าออก และการทำความสะอาด

ชั้นที่ 2 GMP คืออะไร และ ASEAN Cosmetic GMP ต่างกันตรงไหน

GMP ย่อมาจาก Good Manufacturing Practice แปลตรงตัวว่าหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต เป็นชุดแนวทางที่บอกว่าโรงงานควรจัดการเรื่องคน สถานที่ เครื่องมือ วัตถุดิบ กระบวนการ และเอกสารอย่างไร เพื่อให้สินค้าที่ออกมามีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ GMP ไม่ใช่ชื่อของมาตรฐานฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่เป็นชื่อของแนวคิด แต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภูมิภาคจึงมีเอกสาร GMP ของตัวเอง เช่น GMP สำหรับอาหาร GMP สำหรับยา และ GMP สำหรับเครื่องสำอาง ซึ่งเนื้อหาไม่เหมือนกัน การที่โรงงานบอกว่า "มี GMP" โดยไม่ระบุว่า GMP ฉบับไหน จึงเป็นคำตอบที่ยังไม่ครบ

ASEAN Cosmetic GMP คืออะไร

ASEAN Cosmetic GMP คือแนวทาง GMP สำหรับเครื่องสำอางที่จัดทำขึ้นภายใต้ความตกลงด้านเครื่องสำอางของอาเซียน หรือ ASEAN Cosmetic Directive โดยมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกใช้เกณฑ์การผลิตเครื่องสำอางที่สอดคล้องกัน เพื่อให้สินค้าที่ผลิตในประเทศหนึ่งเป็นที่ยอมรับในประเทศสมาชิกอื่นได้ง่ายขึ้น ลดการต้องตรวจซ้ำหลายรอบ

เนื้อหาของ ASEAN Cosmetic GMP สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวทาง GMP เครื่องสำอางระดับสากล ครอบคลุมเรื่องบุคลากร อาคารสถานที่ เครื่องมือ สุขลักษณะ การผลิต การควบคุมคุณภาพ เอกสาร และการจัดการข้อร้องเรียน สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวทางฉบับนี้จึงเป็นกรอบอ้างอิงหลักที่ใช้พูดคุยกันในอุตสาหกรรม

ปฏิบัติตาม GMP กับมีใบรับรอง GMP ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นี่คือจุดที่ทำให้เกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อนมากที่สุดในตลาด และเป็นจุดที่เจ้าของแบรนด์ควรจับให้แม่น

โรงงานที่ "ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ GMP" หมายถึงโรงงานที่จัดวางกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำและกฎหมายไทยก็มีข้อกำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางต้องดำเนินการผลิตตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีอยู่แล้ว ส่วนโรงงานที่ "มีใบรับรอง GMP" หมายถึงโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอก แล้วได้เอกสารรับรองที่มีเลขที่และวันหมดอายุออกมาเป็นหลักฐาน

โรงงานจำนวนไม่น้อยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จริงแต่ยังไม่ได้ยื่นขอใบรับรอง ด้วยเหตุผลด้านต้นทุน เวลา หรือลำดับความสำคัญทางธุรกิจ ในทางกลับกัน การมีใบรับรองก็ไม่ได้การันตีว่าทุกล็อตจะไม่มีปัญหา เพราะการตรวจประเมินเกิดขึ้นเป็นรอบ ไม่ได้ตรวจทุกวัน สิ่งที่คุณควรทำคือดูทั้งเอกสารและกระบวนการจริงควบคู่กัน

ข้อควรระวังที่สำคัญ ถ้าโรงงานใดบอกว่ามีใบรับรอง GMP ให้ขอดูเอกสารตัวจริงเสมอ และดูให้ครบทั้งเลขที่ หน่วยงานผู้ออก วันหมดอายุ และขอบเขตการรับรอง การพูดลอย ๆ ว่า "มาตรฐาน GMP" โดยไม่มีเอกสารประกอบ ไม่ควรถูกนับเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ

ชั้นที่ 2 ต่อ ISO 22716 มาตรฐานสากลเรื่อง GMP เครื่องสำอางโดยเฉพาะ

หัวข้อนี้ต้องอธิบายให้ชัดเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่มีข้อมูลผิดเผยแพร่อยู่มากในอินเทอร์เน็ตไทย รวมถึงในหน้าเว็บที่ติดอันดับการค้นหา

ISO 22716 คืออะไรและใครเป็นผู้ออก

ISO 22716 มีชื่อเต็มว่า Cosmetics — Good Manufacturing Practices (GMP) — Guidelines on Good Manufacturing Practices เป็นมาตรฐานสากลที่เผยแพร่โดย ISO หรือ International Organization for Standardization ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีหน่วยงานมาตรฐานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นสมาชิก

ขอชี้จุดที่มีข้อมูลผิดเผยแพร่อยู่มาก ISO 22716 ไม่ใช่ระเบียบหรือกฎหมายของประเทศเกาหลีใต้ ไม่ใช่มาตรฐานของประเทศใดประเทศหนึ่ง และไม่ใช่ข้อกำหนดเฉพาะภูมิภาค แต่เป็นมาตรฐานสากลของ ISO ที่ใช้อ้างอิงได้ทั่วโลก หากคุณเจอเว็บไซต์ที่อธิบายว่า ISO 22716 เป็นระเบียบของประเทศใดประเทศหนึ่ง นั่นคือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ISO 22716 ครอบคลุมอะไรบ้าง

สาระของ ISO 22716 คือการวางแนวทางปฏิบัติสำหรับทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การควบคุม การจัดเก็บ และการขนส่งเครื่องสำอาง หัวข้อหลักที่ครอบคลุมได้แก่

  • บุคลากร โครงสร้างองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบ การฝึกอบรม และสุขอนามัยส่วนบุคคล
  • อาคารสถานที่ การออกแบบพื้นที่ให้ไหลของงานเป็นระเบียบ การแยกพื้นที่ การทำความสะอาด และการควบคุมสัตว์พาหะ
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ การออกแบบ การติดตั้ง การทำความสะอาด การบำรุงรักษา และการสอบเทียบ
  • วัตถุดิบและวัสดุบรรจุ การรับเข้า การตรวจสอบ การจัดเก็บ และการชี้บ่งสถานะ
  • การผลิต การควบคุมระหว่างกระบวนการ การชี้บ่งเนื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างผลิต และการบรรจุ
  • ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การปล่อยผ่าน การจัดเก็บ การขนส่ง และการส่งคืน
  • ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ วิธีทดสอบ การยอมรับหรือปฏิเสธ และการเก็บตัวอย่างอ้างอิง
  • การจัดการสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด รวมถึงการนำกลับมาแก้ไขและการทำลาย
  • ของเสีย งานที่จ้างช่วง การเบี่ยงเบน ข้อร้องเรียนและการเรียกคืน การจัดการการเปลี่ยนแปลง การตรวจติดตามภายใน และระบบเอกสาร

จะเห็นว่ารายการนี้คือเรื่องเดียวกับที่ ASEAN Cosmetic GMP พูดถึง เพราะทั้งคู่ตั้งอยู่บนแนวคิด GMP สำหรับเครื่องสำอางเหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่โรงงานที่วางระบบตาม ISO 22716 มักพร้อมสำหรับเกณฑ์ในภูมิภาคไปด้วยในตัว

ISO 22716 ต่างจาก ISO 9001 อย่างไร

ISO 9001 เป็นมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพที่ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้เจาะจงเครื่องสำอาง เนื้อหาพูดถึงการวางระบบบริหารองค์กร การกำหนดกระบวนการ การวัดผล และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วน ISO 22716 เจาะจงที่แนวปฏิบัติในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ ลงลึกถึงเรื่องหน้างานอย่างการชี้บ่งวัตถุดิบและการเก็บตัวอย่างอ้างอิง

ดังนั้นโรงงานที่มี ISO 9001 ไม่ได้แปลว่ามี GMP เครื่องสำอาง และโรงงานที่ทำตาม ISO 22716 ก็ไม่ได้แปลว่ามีระบบบริหารตาม ISO 9001 ทั้งสองอย่างเสริมกันได้แต่แทนกันไม่ได้ เวลาโรงงานบอกแค่ว่า "เรามี ISO" คุณควรถามต่อว่า ISO อะไร เลขที่เท่าไร และขอบเขตครอบคลุมถึงไหน

เครื่องผสมสูญญากาศสแตนเลสในห้องผลิตของโรงงานผลิตครีมได้มาตรฐาน
ข้อกำหนดเรื่องเครื่องมือครอบคลุมทั้งการออกแบบให้ทำความสะอาดได้ การบำรุงรักษา และการสอบเทียบ

ชั้นที่ 2 ต่อ การรับรองฮาลาลสำหรับเครื่องสำอาง

การรับรองฮาลาลเป็นมาตรฐานคนละแกนกับ GMP และ ISO เพราะไม่ได้ตรวจเรื่องคุณภาพการผลิตเป็นหลัก แต่ตรวจว่าวัตถุดิบและกระบวนการผลิตสอดคล้องกับหลักการทางศาสนาอิสลามหรือไม่ ครอบคลุมทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การปนเปื้อนข้ามกับสิ่งต้องห้าม และความสะอาดของกระบวนการ

ในประเทศไทย หน่วยงานที่ให้การรับรองฮาลาลคือสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรศาสนาที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง ผู้ประกอบการที่ต้องการเครื่องหมายฮาลาลจะต้องยื่นขอ ผ่านการตรวจประเมิน และได้รับใบรับรองที่ระบุเลขทะเบียนและรายการที่ได้รับการรับรอง

จุดที่ต้องดูให้ละเอียดเป็นพิเศษ

ใบรับรองฮาลาลออกให้ตามขอบเขตที่ยื่นขอ ไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่างที่โรงงานผลิตโดยอัตโนมัติ หมายความว่าโรงงานอาจได้รับการรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มหนึ่ง แต่สินค้าที่คุณกำลังจะสั่งผลิตอาจไม่อยู่ในขอบเขตนั้น ถ้าแบรนด์ของคุณจำเป็นต้องใช้เครื่องหมายฮาลาลในการทำตลาด ให้ขอดูใบรับรองแล้วตรวจสองอย่างนี้ให้ชัด คือรายการผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม และวันหมดอายุของการรับรอง

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ การที่โรงงานมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบเขตการรับรองฮาลาล ไม่ได้แปลว่าสินค้าของคุณจะติดเครื่องหมายฮาลาลได้ทันที เพราะสูตรของคุณเองก็ต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนด้วย เรื่องนี้ควรคุยกับโรงงานตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาสูตร ไม่ใช่หลังผลิตเสร็จ

ชั้นที่ 3 ระบบ QC ภายในที่ไม่มีใบรับรองกลาง

ชั้นนี้ไม่มีหน่วยงานไหนออกใบรับรองให้ แต่เป็นชั้นที่กระทบสินค้าของคุณโดยตรงและเป็นชั้นที่คุณตรวจเองได้ง่ายที่สุด เพราะมันคือ "ของจริงที่จับต้องได้" ในโรงงาน

สิ่งที่ควรมีและวิธีตรวจ

  • การเก็บตัวอย่างประจำล็อต โรงงานควรเก็บตัวอย่างเนื้อผลิตภัณฑ์ของทุกล็อตไว้ พร้อมฉลากระบุข้อมูล ขอเข้าไปดูชั้นเก็บตัวอย่างด้วยตาตัวเองได้เลย ถ้ามีจริงจะเห็นเป็นแถวขวดที่เรียงตามลำดับเวลา
  • การบันทึกเลขล็อต วันผลิต และวันหมดอายุ ข้อมูลสามอย่างนี้คือกุญแจของการตรวจสอบย้อนกลับ ขอดูตัวอย่างสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วว่าพิมพ์ข้อมูลครบหรือไม่
  • บันทึกการผลิตรายล็อต ทดสอบด้วยการหยิบเลขล็อตหนึ่งขึ้นมาแล้วขอให้โรงงานค้นย้อนกลับให้ดูว่าล็อตนั้นผลิตวันไหน ใช้วัตถุดิบรุ่นใด ใครควบคุม ถ้าค้นได้ภายในไม่กี่นาที แปลว่าระบบทำงานจริง
  • การตรวจระหว่างผลิต เช่น การดูลักษณะเนื้อ สี กลิ่น ค่าความเป็นกรดด่าง และความหนืด ถามว่าตรวจที่จุดไหนของกระบวนการและบันทึกไว้อย่างไร
  • การจัดการของที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ถามว่าถ้าเจอปัญหาระหว่างผลิตจะทำอย่างไร และแจ้งลูกค้าตอนไหน คำตอบที่ดีจะมีขั้นตอนชัด ไม่ใช่ตอบว่าไม่เคยเกิด
เนื้อครีมกำลังปั่นในถังผสมสแตนเลสของโรงงานผลิตครีมได้มาตรฐาน
การตรวจระหว่างผลิตคือด่านที่ถูกที่สุดในการจับปัญหา เพราะแก้ตอนอยู่ในถังยังทำได้ แต่แก้ตอนบรรจุแล้วไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานทั้งหมดในหน้าเดียว

รายการใครเป็นผู้ออกบังคับหรือสมัครใจครอบคลุมอะไรออกให้กับอะไร
ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทยบังคับตามกฎหมายรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์รายตัว
GMP เครื่องสำอางหน่วยตรวจประเมินภายนอกที่ให้บริการรับรองใบรับรองเป็นการสมัครใจ แต่การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องทำคน สถานที่ เครื่องมือ วัตถุดิบ กระบวนการ เอกสารสถานที่ผลิตตามขอบเขตที่ระบุ
ASEAN Cosmetic GMPกรอบความตกลงด้านเครื่องสำอางของอาเซียนเป็นแนวทางอ้างอิงร่วมของภูมิภาคเนื้อหาแนว GMP เครื่องสำอาง สอดคล้องกับแนวสากลสถานที่ผลิต
ISO 22716ISO องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศ สำนักงานใหญ่ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์สมัครใจแนวปฏิบัติ GMP เครื่องสำอางครบทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบถึงการขนส่งสถานที่ผลิตตามขอบเขตที่ระบุในใบรับรอง
ISO 9001ISO องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศสมัครใจระบบบริหารคุณภาพทั่วไป ไม่เจาะจงเครื่องสำอางองค์กรตามขอบเขตที่ระบุ
การรับรองฮาลาลสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยสมัครใจความสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ทั้งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตภัณฑ์และสถานประกอบการตามขอบเขตที่ยื่นขอ
ระบบ QC ภายในไม่มีหน่วยงานกลางออกใบรับรองขึ้นกับนโยบายโรงงานการเก็บตัวอย่างล็อต บันทึกการผลิต การตรวจระหว่างผลิตกระบวนการทำงานจริงในโรงงาน

วิธีตรวจสอบเลขจดแจ้งเครื่องสำอางด้วยตัวเอง

ข่าวดีคือเรื่องนี้ทำเองได้ ไม่ต้องมีความรู้เฉพาะทาง และใช้เวลาไม่เกินห้านาที สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเปิดระบบสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ผ่าน เว็บไซต์ อย. และผ่านแอปพลิเคชันตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของ อย. บนมือถือ

ขั้นตอนที่แนะนำ

  1. หาเลขที่ใบรับจดแจ้ง 10 หลักจากฉลากผลิตภัณฑ์ หรือจากเอกสารที่โรงงานส่งให้
  2. เข้าระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ อย. เลือกหมวดเครื่องสำอาง แล้วกรอกเลขที่ใบรับจดแจ้ง
  3. ตรวจว่าชื่อผลิตภัณฑ์ที่ระบบแสดง ตรงกับชื่อบนฉลากที่คุณถืออยู่จริงหรือไม่ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะกรณีที่พบบ่อยคือเลขมีอยู่จริงแต่เป็นเลขของสินค้าคนละตัว
  4. ตรวจชื่อผู้จดแจ้งและผู้ผลิตว่าตรงกับที่คุณเข้าใจหรือไม่
  5. ตรวจสถานะของใบรับจดแจ้งว่ายังใช้งานได้อยู่ ไม่ได้สิ้นอายุหรือถูกยกเลิก เพราะใบรับจดแจ้งมีอายุและต้องต่ออายุตามรอบที่กฎหมายกำหนด

ถ้าค้นแล้วไม่พบข้อมูล อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นของปลอมทันที ให้ตรวจสอบก่อนว่าพิมพ์เลขครบถูกต้องไหม แล้วสอบถามกลับไปที่โรงงานหรือเจ้าของแบรนด์เพื่อขอเอกสารใบรับจดแจ้งตัวจริงมาเทียบ แต่ถ้าคำตอบที่ได้กลับมาคลุมเครือหรือเลี่ยงไม่ส่งเอกสาร นั่นคือสัญญาณที่ควรระวังอย่างยิ่ง

ขอดูใบรับรองอย่างไร และต้องดูตรงไหนบ้าง

การขอดูใบรับรองไม่ใช่การไม่ให้เกียรติคู่ค้า แต่เป็นขั้นตอนปกติของการตรวจสอบก่อนทำธุรกิจ โรงงานที่มีเอกสารจริงจะส่งให้ได้ทันทีโดยไม่ลังเล วิธีขอที่สุภาพและได้ผลคือบอกวัตถุประสงค์ไปตรง ๆ ว่าต้องการเก็บไว้ประกอบการตัดสินใจและอาจต้องใช้ยื่นให้ผู้จัดจำหน่าย

หกจุดที่ต้องดูบนใบรับรองทุกฉบับ

จุดที่ดูทำไมต้องดูสัญญาณที่ควรระวัง
เลขที่ใบรับรองใช้อ้างอิงและตรวจสอบกลับไปยังผู้ออกได้ไม่มีเลขที่ หรือเลขที่ถูกเบลอในไฟล์ที่ส่งมา
ชื่อผู้ได้รับการรับรองต้องตรงกับนิติบุคคลที่คุณจะทำสัญญาและออกใบสั่งซื้อด้วยเป็นชื่อบริษัทอื่น บริษัทในเครือ หรือชื่อบุคคล
หน่วยงานผู้ออกใบรับรองบอกว่าใครเป็นคนตรวจและน่าเชื่อถือแค่ไหนไม่ระบุผู้ออก หรือเป็นหน่วยงานที่ค้นข้อมูลไม่พบเลย
วันที่ออกและวันหมดอายุใบรับรองมีอายุ ต้องต่ออายุตามรอบหมดอายุไปแล้ว หรือไม่ระบุวันหมดอายุ
ขอบเขตการรับรองระบุว่าครอบคลุมกิจกรรมใดและผลิตภัณฑ์กลุ่มใดขอบเขตไม่ครอบคลุมสินค้าที่คุณจะสั่งผลิต
ที่ตั้งสถานที่ที่ได้รับการรับรองใบรับรองผูกกับสถานที่ ไม่ได้ผูกกับแบรนด์ที่อยู่บนใบรับรองไม่ใช่โรงงานที่จะผลิตงานของคุณ

กับดักเรื่องขอบเขตที่พบบ่อยที่สุด

กับดักที่ทำให้เจ้าของแบรนด์เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ ใบรับรองที่ครอบคลุมเฉพาะบางผลิตภัณฑ์หรือบางสายการผลิต แต่ถูกนำมาสื่อสารราวกับครอบคลุมทั้งโรงงาน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง โรงงานหนึ่งได้รับการรับรองสำหรับสายการผลิตของเหลว แต่สินค้าที่คุณจะสั่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อแป้งซึ่งผลิตอีกสายหนึ่งที่ไม่อยู่ในขอบเขต ในกรณีนี้ใบรับรองมีอยู่จริงและไม่ได้ปลอม แต่ไม่ได้ครอบคลุมงานของคุณ วิธีป้องกันคือถามตรง ๆ ว่า "ขอบเขตของใบรับรองนี้ครอบคลุมสินค้าประเภทที่ผมจะสั่งผลิตด้วยหรือไม่" แล้วขอให้ชี้ให้ดูในเอกสาร

กับดักที่สองคือใบรับรองของบริษัทในเครือหรือของโรงงานพันธมิตร ซึ่งอาจถูกนำมาแสดงเพื่อสร้างความมั่นใจ ทั้งที่งานของคุณจะไม่ได้ผลิตในสถานที่นั้น จุดตรวจง่าย ๆ คือดูว่าชื่อและที่อยู่บนใบรับรอง ตรงกับชื่อและที่อยู่ที่จะระบุในสัญญาและใบสั่งซื้อหรือไม่

กับดักที่สามคือเอกสารที่ไม่ใช่ใบรับรอง เช่น ใบสมัครขอรับการตรวจประเมิน ใบเสร็จค่าอบรม หรือประกาศนียบัตรการเข้าร่วมสัมมนา เอกสารเหล่านี้แสดงความตั้งใจที่ดีของโรงงาน แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าผ่านการรับรองแล้ว

มือสวมถุงมือถือกระปุกครีมในห้องแล็บของโรงงานผลิตเครื่องสำอาง
เอกสารบอกได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือกระบวนการจริงที่ต้องไปเห็นด้วยตา

เช็กลิสต์ตรวจมาตรฐานโรงงานด้วยตัวเองใน 10 ข้อ

เอาไปใช้ได้เลยในการคุยรอบแรกกับโรงงาน ทั้งสิบข้อนี้ตอบได้ด้วยคำถามสั้น ๆ และคำตอบจะบอกได้เยอะว่าโรงงานนั้นเข้าใจเรื่องมาตรฐานจริงหรือแค่ใช้เป็นคำโฆษณา

  • โรงงานผลิตเองในสถานที่ของตัวเองหรือส่งงานต่อ และที่อยู่ที่ผลิตจริงคือที่ไหน
  • มีใบรับรองอะไรบ้าง ขอดูไฟล์ทุกฉบับ พร้อมเลขที่และวันหมดอายุ
  • ขอบเขตของใบรับรองแต่ละฉบับครอบคลุมสินค้าประเภทที่คุณจะสั่งผลิตหรือไม่
  • ถ้ายังไม่มีใบรับรองบางฉบับ โรงงานตอบตรงไปตรงมาหรือพยายามเลี่ยงคำถาม
  • การจดแจ้งจะทำในชื่อใคร และใครถือใบรับจดแจ้ง
  • โรงงานเก็บตัวอย่างประจำล็อตหรือไม่ เก็บนานเท่าไร ขอเข้าไปดูได้หรือไม่
  • บนบรรจุภัณฑ์มีเลขล็อต วันผลิต และวันหมดอายุครบทั้งสามอย่างหรือไม่
  • ถ้าแจ้งเลขล็อตกลับไป ค้นข้อมูลย้อนหลังให้ได้ภายในเวลาเท่าไร
  • ระหว่างผลิตตรวจอะไรบ้าง และบันทึกผลไว้อย่างไร
  • เข้าเยี่ยมชมโรงงานได้ไหม และต้องนัดล่วงหน้ากี่วัน

ถ้าอยากได้เกณฑ์เปรียบเทียบโรงงานแบบเต็มรูปแบบพร้อมตารางให้คะแนน อ่านต่อได้ที่ โรงงานผลิตครีมที่ดีที่สุด ดูจากอะไร และถ้าอยากได้ชุดคำถามสำหรับคุยรอบแรก ดูที่ คำถามที่ควรถามก่อนจ้างโรงงานผลิตครีม

วาโย โปรดักส์ ยืนอยู่ตรงไหนในเรื่องมาตรฐาน

เมื่อเขียนบทความเรื่องมาตรฐานทั้งบทความ เราคิดว่าควรตอบเรื่องตัวเองให้ชัดด้วย ทั้งข้อที่เรามีและข้อที่เรายังไม่มี

  • สถานที่ผลิตจริง โรงงานของเราอยู่ที่ 78/6-7 หมู่ 8 ถนนหัวเตย ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 เปิดให้ลูกค้านัดเข้าเยี่ยมชมได้ กำลังการผลิตเฉลี่ย 10,000 ถึง 20,000 ชิ้นต่อวัน
  • การรับรองฮาลาล เรามีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (การรับรองออกให้ตามรายการผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอ) เลขทะเบียน กอท.ฮล. V597/2569 หากแบรนด์ของคุณต้องการใช้เครื่องหมายฮาลาล แจ้งเราตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาสูตร เพื่อให้ตรวจสอบขอบเขตและวัตถุดิบได้ตั้งแต่ต้นทาง
  • ระบบ QC ภายใน เราเก็บตัวอย่างเนื้อผลิตภัณฑ์ทุกล็อตแบบ Bulk Retain พร้อมบันทึกเลขล็อต วันผลิต และวันหมดอายุ เพื่อให้ย้อนกลับไปตรวจสอบได้เมื่อมีคำถามจากปลายทาง และคุณขอดูชั้นเก็บตัวอย่างจริงได้ในวันที่มาเยี่ยมชม
  • สิ่งที่เรายังไม่มี ปัจจุบันเรายังไม่มีใบรับรอง GMP หรือ ISO และเราจะไม่เขียนว่ามี เพราะเรื่องแบบนี้ตรวจสอบได้ และคู่ค้าที่พูดความจริงเรื่องเล็กตั้งแต่วันแรก คือคู่ค้าที่ไว้ใจได้ในเรื่องใหญ่

ในทางปฏิบัติ เราแนะนำให้เจ้าของแบรนด์ประเมินโรงงานจากทั้งเอกสารและของจริงประกอบกัน มาดูหน้างาน ขอดูตัวอย่างเก็บ ลองให้เราค้นข้อมูลล็อตย้อนหลังให้ดู แล้วค่อยตัดสินใจ ดูข้อมูลมาตรฐานและการทำงานของเราแบบละเอียดได้ที่หน้า มาตรฐานโรงงาน ดูบริการที่ รับผลิตครีม และ รับผลิตสกินแคร์ หรือทักมาคุยกันทางไลน์ผ่านหน้า ติดต่อเรา เรื่อง MOQ และราคาเราตีตัวเลขให้ตามโจทย์จริงของคุณ เพราะตัวเลขกลาง ๆ ที่ไม่ตรงกับสูตรและบรรจุภัณฑ์ที่เลือก มีแต่จะทำให้วางแผนงบผิด

สรุป

มาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางไม่ใช่คำเดียวที่หมายถึงทุกอย่าง แต่แยกได้เป็นสามชั้น ชั้นแรกคือการจดแจ้งกับ อย. ซึ่งเป็นข้อบังคับตามกฎหมายและออกให้กับผลิตภัณฑ์รายตัว ไม่ใช่ให้กับโรงงาน ชั้นที่สองคือมาตรฐานสมัครใจที่มีใบรับรอง ได้แก่ GMP ตามแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP มาตรฐานสากล ISO 22716 ซึ่งเป็นมาตรฐานของ ISO ไม่ใช่ระเบียบของประเทศใดประเทศหนึ่ง และการรับรองฮาลาลโดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ชั้นที่สามคือระบบ QC ภายในที่ไม่มีใบรับรองกลางแต่ตรวจด้วยตาได้

สิ่งที่คุณควรทำมีสามอย่างเท่านั้น หนึ่ง ตรวจเลขจดแจ้งด้วยตัวเองผ่านระบบของ อย. สอง ขอดูใบรับรองตัวจริงแล้วดูให้ครบหกจุด โดยเฉพาะขอบเขตและวันหมดอายุ สาม ไปดูกระบวนการจริงในโรงงานและขอทดสอบการค้นข้อมูลย้อนหลังด้วยเลขล็อต ทำครบสามอย่างนี้ คุณจะประเมินโรงงานได้แม่นกว่าการอ่านคำโฆษณาสิบหน้า

คำถามที่พบบ่อย

มาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ต้องมีตามกฎหมายไทยคืออะไร
สิ่งที่กฎหมายไทยบังคับคือการจดแจ้งเครื่องสำอางต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 รวมถึงข้อกำหนดเรื่องฉลากและสารที่ห้ามใช้ ส่วนใบรับรอง GMP หรือ ISO 22716 เป็นมาตรฐานที่โรงงานสมัครใจขอรับการตรวจประเมิน ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ทุกโรงงานต้องมีเพื่อเปิดดำเนินการ
ISO 22716 เป็นมาตรฐานของประเทศไหน
ISO 22716 ไม่ใช่มาตรฐานของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นมาตรฐานสากลที่เผยแพร่โดย ISO หรือ International Organization for Standardization ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีสำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื้อหาว่าด้วยแนวปฏิบัติที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ ข้อมูลที่ระบุว่า ISO 22716 เป็นระเบียบของประเทศเกาหลีหรือของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
GMP กับ ISO 22716 ต่างกันอย่างไร
GMP เป็นชื่อของแนวคิดเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต ซึ่งมีหลายฉบับตามอุตสาหกรรมและภูมิภาค ส่วน ISO 22716 คือเอกสารมาตรฐานสากลฉบับหนึ่งที่เขียนแนวทาง GMP สำหรับเครื่องสำอางไว้โดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ คือ ISO 22716 เป็นหนึ่งในเอกสารที่อธิบายว่า GMP เครื่องสำอางควรทำอย่างไร ขณะที่ ASEAN Cosmetic GMP เป็นแนวทางในกรอบความตกลงของภูมิภาคอาเซียนที่มีเนื้อหาไปในทางเดียวกัน
ตรวจสอบเลขจดแจ้งเครื่องสำอางด้วยตัวเองได้อย่างไร
นำเลขที่ใบรับจดแจ้ง 10 หลักจากฉลากไปค้นในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือผ่านแอปพลิเคชันตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของ อย. บนมือถือ สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่ว่าเลขมีอยู่จริง แต่ต้องดูว่าชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้จดแจ้ง และสถานะของใบรับจดแจ้ง ตรงกับสินค้าที่คุณถืออยู่หรือไม่ เพราะกรณีที่พบบ่อยคือเลขมีจริงแต่เป็นเลขของสินค้าคนละตัว
โรงงานที่ไม่มีใบรับรอง GMP หรือ ISO จ้างผลิตได้ไหม
จ้างได้ตามกฎหมาย ตราบใดที่ผลิตภัณฑ์มีการจดแจ้งถูกต้องและโรงงานดำเนินการผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่คุณควรตรวจเข้มขึ้นในชั้นที่สาม คือดูระบบ QC ภายในด้วยตาตัวเอง ทั้งการเก็บตัวอย่างประจำล็อต ความครบถ้วนของเลขล็อตและวันผลิตบนบรรจุภัณฑ์ และความสามารถในการค้นข้อมูลย้อนหลัง ถ้าโรงงานทำสามอย่างนี้ได้จริงและตอบคำถามตรงไปตรงมา ก็เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้
ใบรับรองฮาลาลของโรงงานครอบคลุมสินค้าของเราด้วยเลยหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป ใบรับรองฮาลาลออกให้ตามขอบเขตที่ยื่นขอ ซึ่งอาจครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม สิ่งที่ควรทำคือขอดูใบรับรองตัวจริง แล้วตรวจรายการผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมกับวันหมดอายุ และแจ้งความต้องการเรื่องฮาลาลกับโรงงานตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาสูตร เพราะวัตถุดิบที่เลือกมีผลโดยตรงต่อการพิจารณา
ใบรับจดแจ้งควรอยู่ในชื่อแบรนด์หรือชื่อโรงงาน
ทั้งสองแบบทำได้และมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถ้าอยู่ในชื่อโรงงาน แบรนด์จะสะดวกเพราะไม่ต้องดำเนินการเอง แต่ถ้าวันหนึ่งต้องการย้ายไปผลิตที่อื่น จะเอาเลขนั้นไปด้วยไม่ได้ ถ้าอยู่ในชื่อนิติบุคคลของแบรนด์เอง จะมีความคล่องตัวมากกว่าในระยะยาว แต่มาพร้อมความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ต้องเข้าใจให้ชัด ควรตกลงเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มผลิต
ขอดูใบรับรองจากโรงงานจะเสียมารยาทไหม
ไม่เสียมารยาทเลย เป็นขั้นตอนปกติของการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกิจ โรงงานที่มีเอกสารจริงจะส่งให้ได้ทันที วิธีขอที่ได้ผลคือบอกวัตถุประสงค์ตรง ๆ ว่าต้องการเก็บไว้ประกอบการตัดสินใจและอาจต้องใช้ยื่นให้ผู้จัดจำหน่าย สิ่งที่ควรสังเกตไม่ใช่แค่ว่าเขาส่งเอกสารมาไหม แต่รวมถึงว่าเขาเต็มใจอธิบายขอบเขตของใบรับรองให้ฟังหรือไม่

แหล่งอ้างอิงและช่องทางตรวจสอบ

ข้อมูลด้านกฎหมายและมาตรฐานในบทความนี้อ้างอิงจากหน่วยงานต่อไปนี้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดฉบับล่าสุดจากต้นทางเสมอ