ครีมซองเป็นสินค้าที่เริ่มต้นง่ายที่สุดสำหรับแบรนด์ใหม่ แต่ก็เป็นสินค้าที่พลาดเรื่องกำไรง่ายที่สุดเช่นกัน เพราะราคาต่อชิ้นต่ำจนต้นทุนที่ถูกลืมเพียงไม่กี่บาทก็กินกำไรหมดแล้ว หลายแบรนด์ขายได้เป็นพันซองแต่พอปิดบัญชีกลับพบว่าแทบไม่เหลืออะไร บทความนี้แจกแจง ต้นทุนครีมซอง ทุกก้อนที่ต้องนับ พร้อมวิธีตั้งราคาและกับดักที่พบบ่อยที่สุด

ทำไมครีมซองถึงคำนวณกำไรพลาดง่าย

สินค้าราคาสูงมีช่องว่างให้ผิดพลาดได้มาก ถ้าลืมนับต้นทุนไปสิบบาทจากสินค้าที่ขายหลายร้อยบาท ผลกระทบยังจำกัด แต่ครีมซองที่ขายในราคาหลักสิบ การลืมนับต้นทุนไปไม่กี่บาทหมายถึงกำไรหายไปเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก

ปัญหาอีกข้อคือคนมักคิดต้นทุนจากราคาที่โรงงานเสนอมาอย่างเดียว แล้วเอาราคาขายลบราคานั้นเป็นกำไร ซึ่งเป็นการมองที่ไม่ครบ เพราะกว่าซองหนึ่งใบจะไปถึงมือลูกค้ายังมีต้นทุนอีกหลายก้อนที่เกิดขึ้นหลังออกจากโรงงาน

ต้นทุนทุกก้อนที่ต้องนับ

กลุ่มต้นทุนรายการคนมักลืมไหม
ต้นทุนสินค้าเนื้อครีมตามสูตรและปริมาณบรรจุไม่ลืม
ตัวซองและงานพิมพ์หรือสติกเกอร์ไม่ลืม
กล่องบรรจุภายนอกถ้ามีลืมบ่อย
ต้นทุนเริ่มต้นค่าพัฒนาสูตรถ้าไม่ใช้สูตรมาตรฐานลืมเฉลี่ยลงต่อชิ้น
ค่าออกแบบฉลากและกราฟิกลืมบ่อยมาก
ค่าจดแจ้งและเอกสารลืมบ่อยมาก
ต้นทุนหลังผลิตค่าขนส่งจากโรงงานมาที่เก็บลืมบ่อย
ค่าส่งถึงลูกค้าและค่าบรรจุพัสดุลืมบ่อย
ของเสียหายและสินค้าที่ต้องส่งใหม่ลืมเกือบทุกราย
ซองที่ใช้แจกฟรีเพื่อการตลาดลืมเกือบทุกราย
ต้นทุนการขายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและระบบชำระเงินลืมบ่อย
ส่วนลดและโค้ดที่แจกลืมบ่อยมาก
ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อยอดขายหนึ่งชิ้นลืมเกือบทุกราย

สังเกตว่ารายการที่คนไม่ลืมมีแค่สองข้อแรก แต่รายการที่เหลือรวมกันแล้วมักมีมูลค่าใกล้เคียงหรือมากกว่าต้นทุนสินค้าเสียอีก นี่คือเหตุผลที่แบรนด์จำนวนมากคิดว่ากำไรดีแต่ความจริงไม่ใช่

วิธีคำนวณต้นทุนต่อซองอย่างถูกต้อง

ให้แบ่งต้นทุนเป็นสองประเภทแล้วคิดคนละแบบ

ต้นทุนผันแปร คิดต่อชิ้นตรง ๆ

คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่ผลิตและขาย ได้แก่ เนื้อครีม ซอง งานพิมพ์ กล่อง ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนกลุ่มนี้เอาตัวเลขต่อชิ้นมาบวกกันได้เลย

ต้นทุนคงที่ ต้องเฉลี่ยลงบนจำนวนที่ผลิต

คือต้นทุนที่จ่ายครั้งเดียวไม่ว่าจะผลิตกี่ชิ้น ได้แก่ ค่าพัฒนาสูตร ค่าออกแบบ ค่าจดแจ้ง ค่าทำแม่พิมพ์งานพิมพ์ ต้นทุนกลุ่มนี้ต้องหารด้วยจำนวนที่ผลิตในล็อตนั้น

ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นของล็อตแรกสูงกว่าล็อตถัดไปมาก เพราะล็อตแรกแบกต้นทุนคงที่ทั้งหมดไว้คนเดียว ส่วนล็อตที่สองใช้สูตรและงานออกแบบเดิมจึงเหลือแค่ต้นทุนผันแปร นี่เป็นเหตุผลที่ไม่ควรตัดสินว่าสินค้าไม่คุ้มจากล็อตแรกเพียงล็อตเดียว

เผื่อของเสียเสมอ

ไม่มีการผลิตใดที่ได้ของดีร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกชิ้น จะมีซองที่ซีลไม่สนิท ฉลากติดเบี้ยว หรือเสียหายระหว่างขนส่ง รวมถึงซองที่ต้องแจกฟรีเพื่อให้คนได้ลอง ควรเผื่อส่วนนี้ไว้ในการคำนวณตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาพบทีหลังว่าจำนวนที่ขายได้จริงน้อยกว่าที่ผลิต

ตั้งราคาขายอย่างไร

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือคำนวณจากต้นทุนขึ้นไป แล้วค่อยตรวจว่าราคาที่ได้แข่งขันได้ในตลาดหรือไม่

  • ขั้นที่หนึ่ง รวมต้นทุนผันแปรต่อชิ้นให้ครบทุกรายการ
  • ขั้นที่สอง บวกต้นทุนคงที่ที่เฉลี่ยลงต่อชิ้นแล้ว
  • ขั้นที่สาม เผื่อของเสียและของแจกเป็นสัดส่วนของจำนวนที่ผลิต
  • ขั้นที่สี่ บวกกำไรที่ต้องการ โดยคิดจากความเสี่ยงและเงินทุนที่จม
  • ขั้นที่ห้า ตรวจกับราคาตลาด ถ้าสูงเกินไปให้ย้อนกลับไปดูว่าลดต้นทุนก้อนไหนได้บ้าง ไม่ใช่ลดกำไรทิ้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือทำสลับกัน คือดูราคาคู่แข่งก่อนแล้วตั้งราคาตาม จากนั้นค่อยมาดูว่าเหลือกำไรเท่าไหร่ วิธีนี้ทำให้จบลงด้วยการขายในราคาที่ไม่คุ้มโดยไม่รู้ตัว เพราะคู่แข่งอาจมีโครงสร้างต้นทุนคนละแบบ เช่น ผลิตจำนวนมากกว่ามากจนต้นทุนต่อชิ้นต่ำกว่า

สามกับดักที่ทำให้ขายดีแต่ไม่มีกำไร

กับดักที่หนึ่ง ส่งฟรี

การส่งฟรีเป็นเครื่องมือการตลาดที่ได้ผล แต่กับสินค้าราคาต่ำอย่างครีมซอง ค่าส่งหนึ่งครั้งอาจสูงกว่ากำไรของหลายซองรวมกัน ถ้าจะส่งฟรีควรกำหนดยอดขั้นต่ำที่ทำให้กำไรจากทั้งออเดอร์ยังคุ้มค่าส่ง ไม่ใช่ส่งฟรีทุกออเดอร์ไม่ว่าจะซื้อกี่ชิ้น

กับดักที่สอง แจกเยอะเกินจนไม่มีใครซื้อ

ซองแจกมีประโยชน์มากในการทำให้คนได้ลอง แต่ถ้าแจกบ่อยเกินไปในกลุ่มลูกค้าเดิม คนจะรอรับฟรีแทนที่จะซื้อ ควรกำหนดว่าแจกให้ใครและด้วยเงื่อนไขอะไร เช่น แจกให้ลูกค้าใหม่เท่านั้น หรือแนบไปกับการซื้อสินค้าตัวอื่น

กับดักที่สาม ไม่นับค่าโฆษณาเป็นต้นทุน

เงินที่จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าหนึ่งคนเป็นต้นทุนจริงที่ต้องหารลงบนยอดขาย ถ้าจ่ายค่าโฆษณาไปแล้วได้ออเดอร์กลับมาแต่กำไรจากออเดอร์นั้นน้อยกว่าที่จ่าย นั่นคือการขายขาดทุนแม้ตัวเลขยอดขายจะดูสวย ควรคำนวณว่าลูกค้าหนึ่งคนต้องซื้อกี่ครั้งถึงจะคุ้มค่าโฆษณาที่จ่ายไป

ครีมซองที่ผลิตเสร็จพร้อมจำหน่าย สำหรับแบรนด์ที่กำลังคำนวณต้นทุนและตั้งราคาขาย
ราคาต่อซองที่ต่ำทำให้ต้นทุนที่ถูกลืมเพียงไม่กี่บาทกินกำไรได้ทั้งหมด

วิธีลดต้นทุนที่ไม่ทำให้สินค้าแย่ลง

เพิ่มจำนวนผลิตต่อล็อต

เป็นวิธีที่ได้ผลชัดที่สุด เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยลงบนจำนวนที่มากขึ้น และราคาต่อหน่วยของวัตถุดิบกับซองมักลดลงตามปริมาณ แต่ต้องระวังไม่ให้ผลิตมากเกินกว่าที่ขายหมดก่อนหมดอายุ

ใช้สูตรมาตรฐานของโรงงานในล็อตแรก

ตัดค่าพัฒนาสูตรออกไปได้ทั้งก้อน และได้ของเร็วกว่า เมื่อพิสูจน์แล้วว่าตลาดตอบรับค่อยลงทุนพัฒนาสูตรเฉพาะ อ่านเปรียบเทียบได้ที่ สูตรมาตรฐานกับสูตรพัฒนาใหม่ แบบไหนเหมาะกับแบรนด์เริ่มต้น

เริ่มด้วยสติกเกอร์แทนงานพิมพ์ลงฟิล์ม

ตัดค่าทำแม่พิมพ์และขั้นต่ำงานพิมพ์ออกไป ทำให้เริ่มจากจำนวนน้อยได้ และถ้าต้องแก้ข้อความบนฉลากก็ไม่ต้องทิ้งซองทั้งล็อต

ออกแบบขนาดให้พอดีกับการใช้จริง

ซองที่เล็กเกินไปทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์และไม่ซื้อต่อ ส่วนซองที่ใหญ่เกินความจำเป็นก็ดันต้นทุนเนื้อครีมขึ้นโดยไม่เพิ่มความอยากซื้อ การเลือกขนาดที่พอดีจึงเป็นการลดต้นทุนที่ไม่กระทบคุณค่าในสายตาลูกค้า

เมื่อไหร่ควรขยับไปทำภาชนะแข็ง

ครีมซองเหมาะกับการเริ่มต้นและการทำให้คนได้ลอง แต่มีเพดานเรื่องกำไรต่อชิ้น เมื่อคุณเริ่มมีลูกค้าที่ซื้อซ้ำและรู้แล้วว่าสูตรไหนขายดี การขยับไปทำกระปุกหรือขวดปั๊มจะช่วยเพิ่มกำไรต่อชิ้นได้มาก เพราะราคาที่ตั้งได้สูงกว่ามากในขณะที่ต้นทุนไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนนั้น

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้วคือ ลูกค้าเริ่มถามว่ามีขนาดใหญ่กว่านี้ไหม หรือสั่งซองครั้งละหลายสิบใบเพื่อใช้เอง อ่านการเปรียบเทียบเต็ม ๆ ได้ที่ ครีมซองกับครีมกระปุก เลือกแบบไหนดี และดูปัจจัยด้านราคาผลิตที่ ราคาผลิตครีมขึ้นอยู่กับอะไร

สรุปและก้าวต่อไป

ครีมซองไม่ได้กำไรน้อยโดยธรรมชาติ แต่กำไรหายไปเพราะต้นทุนที่ไม่ได้ถูกนับ วิธีป้องกันคือแยกต้นทุนผันแปรกับต้นทุนคงที่ให้ชัด เฉลี่ยต้นทุนคงที่ลงบนจำนวนที่ผลิตจริง เผื่อของเสียและของแจกไว้เสมอ แล้วตั้งราคาจากต้นทุนขึ้นไป ไม่ใช่ตั้งตามคู่แข่งแล้วค่อยมาดูว่าเหลือเท่าไหร่

VayoOEM รับผลิตครีมซองจากโรงงานที่ปากเกร็ด นนทบุรี และช่วยคำนวณราคาต่อซองตามสเปกจริงของคุณให้ก่อนตัดสินใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน ดูรายละเอียดที่ รับผลิตครีมซอง หรือดูช่วงงบและจำนวนขั้นต่ำที่ ราคาและจำนวนขั้นต่ำ

แจ้งสูตรที่สนใจ ขนาดบรรจุ และจำนวนที่คิดไว้มาที่ หน้าติดต่อ แล้วรับตัวเลขจริงกลับไปคำนวณต้นทุนได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้นทุนต่อซองของล็อตแรกถึงแพงกว่าล็อตถัดไป
เพราะล็อตแรกต้องแบกต้นทุนคงที่ทั้งหมดไว้คนเดียว ทั้งค่าพัฒนาสูตร ค่าออกแบบฉลาก ค่าจดแจ้ง และค่าทำแม่พิมพ์งานพิมพ์ ส่วนล็อตที่สองใช้สูตรและงานออกแบบเดิมจึงเหลือแค่ต้นทุนผันแปร นี่เป็นเหตุผลที่ไม่ควรตัดสินว่าสินค้าไม่คุ้มจากล็อตแรกเพียงล็อตเดียว ควรคำนวณเฉลี่ยจากสองถึงสามล็อตแรก
ควรเผื่อของเสียไว้เท่าไหร่
ขึ้นกับความซับซ้อนของงานและช่องทางขาย งานที่ใช้สติกเกอร์ติดเองมักมีของเสียมากกว่างานที่พิมพ์ลงฟิล์ม และการส่งพัสดุระยะไกลมีความเสียหายมากกว่าการส่งใกล้ ทางที่ปลอดภัยคือถามโรงงานว่าจากประสบการณ์งานลักษณะเดียวกันมีสัดส่วนของเสียประมาณเท่าไหร่ แล้วบวกเผื่อซองที่จะใช้แจกเข้าไปด้วย
ส่งฟรีทำให้ขาดทุนจริงไหม
จริงถ้าไม่กำหนดยอดขั้นต่ำ เพราะค่าส่งหนึ่งครั้งมักสูงกว่ากำไรของครีมซองหลายใบรวมกัน ทางที่ทำได้คือกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำสำหรับส่งฟรี โดยคำนวณจากจุดที่กำไรรวมของออเดอร์นั้นยังมากกว่าค่าส่ง หรือคิดค่าส่งแยกแล้วใช้ส่วนลดสินค้าเป็นแรงจูงใจแทน
ค่าโฆษณาควรนับเป็นต้นทุนต่อชิ้นไหม
ควรนับ เพราะเป็นเงินจริงที่จ่ายไปเพื่อให้เกิดยอดขาย วิธีคิดคือเอาค่าโฆษณาทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่งหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้ในช่วงเดียวกัน ถ้าตัวเลขที่ได้ใกล้เคียงหรือมากกว่ากำไรต่อชิ้น แปลว่ากำลังขายโดยไม่เหลืออะไร ต้องแก้ที่ราคา ต้นทุน หรือประสิทธิภาพของโฆษณา
ผลิตเยอะขึ้นเพื่อลดต้นทุนต่อชิ้น คุ้มไหม
คุ้มถ้าขายหมดก่อนหมดอายุ แต่ถ้าผลิตเกินความสามารถในการขาย เงินจะจมอยู่ในสต๊อกและอาจต้องทิ้งเมื่อใกล้หมดอายุ ซึ่งแพงกว่าการยอมจ่ายต้นทุนต่อชิ้นที่สูงกว่าเล็กน้อยมาก หลักคิดที่ปลอดภัยคือประมาณยอดขายจากข้อมูลจริงที่มี ไม่ใช่จากเป้าที่ตั้งไว้
ตั้งราคาตามคู่แข่งเลยได้ไหม
ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีตั้งราคา เพราะคู่แข่งอาจมีโครงสร้างต้นทุนคนละแบบ เช่น ผลิตจำนวนมากกว่ามากจนต้นทุนต่อชิ้นต่ำกว่า หรือมีช่องทางขายที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า วิธีที่ถูกต้องคือคำนวณจากต้นทุนของคุณเองขึ้นไปก่อน แล้วค่อยเทียบกับตลาดเพื่อดูว่าต้องปรับอะไร
ควรแจกซองฟรีมากแค่ไหน
ควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดแทนการแจกแบบเปิด เช่น แจกเฉพาะลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยซื้อ หรือแนบไปกับการซื้อสินค้าตัวอื่น เพราะการแจกบ่อยในกลุ่มลูกค้าเดิมทำให้คนรอรับฟรีแทนที่จะซื้อ และซองที่แจกไปทุกใบคือต้นทุนจริงที่ต้องหารลงบนสินค้าที่ขายได้
เมื่อไหร่ควรเลิกขายซองแล้วไปทำกระปุก
ไม่จำเป็นต้องเลิก เพราะซองกับกระปุกทำหน้าที่ต่างกัน ซองทำให้คนใหม่ได้ลอง ส่วนกระปุกสร้างกำไรต่อชิ้น สัญญาณที่บอกว่าควรเพิ่มกระปุกคือลูกค้าเริ่มถามหาขนาดใหญ่ หรือสั่งซองครั้งละหลายสิบใบเพื่อใช้เอง ซึ่งแปลว่ามีคนพร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อความสะดวกอยู่แล้ว

แหล่งอ้างอิงและช่องทางตรวจสอบ

ข้อมูลด้านกฎหมายและมาตรฐานในบทความนี้อ้างอิงจากหน่วยงานต่อไปนี้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดฉบับล่าสุดจากต้นทางเสมอ